Untitled Document
 
 
 
Untitled Document Untitled Document
Visitor: 650,947
Nov 1, 2006


ThaiBME Symposium






 

ข้อบังคับ
ของ
สมาคมวิจัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย
---------------------------------------------------------------------
หมวดที่ 1
ความทั่วไป

ข้อ 1  สมาคมนี้มีชื่อว่า สมาคมวิจัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย   ใช้อักษรย่อว่า วศชพ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Thai Biomedical Engineering Research Association ใช้อักษรย่อว่า ThaiBME

ข้อ 2   เครื่องหมายของสมาคม   สมาคมมีสัญลักษณ์ดังภาพ


โดย รูปฟันเฟือง หมายถึง  สัญลักษณ์ของวิชาชีพวิศวกร รูปคธามีรูปงูพันอยู่สองตัว ปลายคธามีรูปปีก 2 ปีก หมายถึง สัญลักษณ์ของวิชาชีพแพทย์ โดยที่ ตัวคธา เปรียบด้วยตัวอำนาจ งู เปรียบด้วยความรอบรู้  และปีกสองปีก เปรียบด้วยความขยันขันแข็ง คล่องแคล่วทะมัดทะแมง รูปเกลี่ยว DNA สีเลือดหมูสลับสีเขียว หมายถึง การร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างวิศวกร และแพทย์ โดยที่ สีเลือดหมู เป็นสีของวิศวกร และสีเขียว เป็นสีของแพทย์

ข้อ 3  สำนักงานใหญ่ของสมาคม ตั้งอยู่ ณ  เลขที่ 441/38  ถนนประชาชื่น แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร           

ข้อ 4  วัตถุประสงค์ของสมาคม มีดังนี้

4.1 เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการวิจัยด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ร่วม ระหว่างคณาจารย์ แพทย์ วิศวกร และนักวิจัยสาขาต่างๆ
4.2 เพื่อส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานการวิจัย และการบริการวิชาการ ของงานด้านวิศวกรรม-ชีวการแพทย์
4.3  เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในงานด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์
4.4 เพื่อวางรากฐานด้านวิชาการและบุคลากรทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ของประเทศไทยให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
4.5 เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และผลักดันให้เกิดการสร้างงานวิจัยด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ที่สามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้จริงในทางปฏิบัติของโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขของประเทศ
4.6 สมาคมนี้ไม่ดำเนินการเพื่อเกี่ยวข้องกับการค้าและการเมืองแต่อย่างใด

หมวดที่  2
สมาชิก

ข้อ 5  สมาชิกของสมาคมมี 2 ประเภท คือ

5.1  สมาชิกสามัญ ได้แก่ ผู้ที่สนใจในกิจกรรมของสมาคม และสมัครเข้าเป็นสมาชิกตาม ระเบียบข้อบังคับของสมาคม
5.2 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลผู้ทรงเกียรติ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้ที่มีอุปการะคุณแก่สมาคม ซึ่งกรรมการสมาคมลงมติเชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม

ข้อ 6  สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

    1. เป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว
    2.  เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย
    3. ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ
    4.  ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือต้องโทษจำคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาท หรือลหุโทษ การต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดในกรณีดังกล่าว จะต้องเป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก หรือในระหว่างที่เป็นสมาชิกของสมาคมเท่านั้น

ข้อ 7   ค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคม

7.1  สมาชิกสามัญ  จะต้องเสียค่าลงทะเบียนเป็นครั้งแรก   200  บาท และจะต้องเสียค่าบำรุงสมาคมเป็นรายปีๆ ละ 200   บาท หรือเสียค่าบำรุงสมาคมตลอดชีพ  1,200  บาท

    1.  สมาชิกกิตติมศักดิ์ มิต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ข้อ 8  การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม
ให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคมต่อนายทะเบียนได้ที่สำนักงานของสมาคมหรือสามารถสมัครผ่านทางเว็บไซต์ของสมาคม โดยมีสมาชิกสามัญรับรองอย่างน้อย 1 คน และให้นายทะเบียนติดประกาศรายชื่อผู้สมัครไว้ ณ สำนักงานของสมาคม หรือประกาศบนเว็บไซต์ของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อให้สมาชิกอื่นๆ ของสมาคมจะได้คัดค้านการสมัครนั้น เมื่อครบกำหนดประกาศแล้วก็ให้นายทะเบียนนำใบสมัครและหนังสือคัดค้านของสมาชิก (ถ้ามี) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุมัติว่าจะรับหรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาการสมัครแล้ว ผลเป็นประการใด ให้นายทะเบียนเป็นผู้แจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว

ข้อ 9  ถ้าคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติให้รับผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก
  ให้ผู้สมัครนั้นชำระค่าลงทะเบียน ค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียน และสมาชิกภาพของผู้สมัคร ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้สมัครได้ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงภายในกำหนด ก็ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก

ข้อ 10  สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์
ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่หนังสือตอบรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ได้มาถึงยังสมาคม

ข้อ 11   สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้

    1. ตาย
    2. ลาออก โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการ และคณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติ และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสมาคมเป็นที่เรียบร้อย
    3. ขาดคุณสมบัติสมาชิก จากการไม่เสียค่าบำรุงสมาคมตามข้อบังคับ
    4. ที่ประชุมใหญ่ของสมาคม หรือคณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียน เพราะสมาชิกผู้นั้นได้ประพฤตินำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม

ข้อ 12  สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

    1. มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมโดยเท่าเทียมกัน
    2. มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมต่อคณะกรรมการ
    3. มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่างๆ ที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
    4. มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม
    5. สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือได้รับการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาคม และมีสิทธิออกเสียงลงมติต่างๆ ในที่ประชุมได้คนละ 1 คะแนนเสียง
    6. มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม
    7. มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด ร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้
    8. มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ และข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด
    9. มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม
    10. มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจการต่างๆ ของสมาคม
    11. มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
    12. มีหน้าที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

หมวดที่   3
การดำเนินกิจการสมาคม

ข้อ 13   ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคม มีจำนวนอย่างน้อย 16  คน อย่างมากไม่เกิน 32 คน คณะกรรมการนี้ได้มาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่ของสมาคมและให้ผู้ที่ได้เลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งกันเองเป็นนายกสมาคม 1 คน และอุปนายก 4 คน สำหรับตำแหน่งกรรมการในตำแหน่งอื่นๆ ให้นายกเป็นผู้แต่งตั้งผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่เข้าดำรงตำแหน่งต่างๆ ของสมาคมตามที่กำหนดไว้ ซึ่งตำแหน่งของกรรมการสมาคม มีตำแหน่งและหน้าที่โดยสังเขปดังต่อไปนี้

13.1  นายกสมาคม     ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการของสมาคม เป็นผู้แทนสมาคมในการติดต่อกับบุคคลภายนอก และทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการ และการประชุมใหญ่ของสมาคม 13.2    อุปนายก          ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการสมาคม ปฏิบัติตามหน้าที่ที่นายกสมาคมได้มอบหมาย และทำหน้าที่แทนนายกสมาคม เมื่อนายกสมาคมไม่อยู่ หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่การทำหน้าที่แทนนายกสมาคม ให้อุปนายกตามลำดับตำแหน่งเป็นผู้กระทำการแทน
13.3    เลขาธิการ      ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมทั้งหมด เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของสมาคมในการปฏิบัติกิจการของสมาคม และปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเลขาธิการในการประชุมต่างๆ ของสมาคม
13.4     เหรัญญิก       มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคม เป็นผู้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย บัญชีงบดุลของสมาคม และเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆ ของสมาคมไว้เพื่อตรวจสอบ
13.5     ปฏิคม         มีหน้าที่ในการให้การต้อนรับแขกของสมาคม เป็นหัวหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ของสมาคม และจัดเตรียมสถานที่ประชุมต่างๆ ของสมาคม
13.6   นายทะเบียน    มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคม ประสานงานกับเหรัญญิกในการเรียกเก็บเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมจากสมาชิก
13.7   ประชาสัมพันธ์   มีหน้าที่เผยแพร่กิจการ และชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมให้สมาชิกและบุคคลโดยทั่วไปให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย
13.8   กรรมการตำแหน่งอื่นๆ    มีหน้าที่ตามความเหมาะสม ซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควรกำหนดให้มีขึ้น โดยมีจำนวนเมื่อรวมตำแหน่งกรรมการตามข้างต้นแล้ว จะต้องไม่เกินจำนวนที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้ แต่ถ้าคณะกรรมการมิได้กำหนดตำแหน่งก็ถือว่าเป็นกรรมการกลาง

ข้อ 14  คณะกรรมการของสมาคมสามารถอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี และเมื่อคณะกรรมการอยู่ในตำแหน่งครบกำหนดตามวาระแล้ว แต่คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ ก็ให้คณะกรรมการที่ครบกำหนดตามวาระ รักษาการไปพลางก่อนจนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่จะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ และเมื่อคณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ให้ทำการส่ง และรับมอบงานกัน ระหว่างคณะกรรมการชุดเก่า และคณะกรรมการชุดใหม่ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ

ข้อ 15 ตำแหน่งกรรมการสมาคม ถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระก็ให้คณะกรรมการแต่งตั้งสมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น แต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น

ข้อ 16   กรรมการอาจจะพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผลต่อไปนี้ คือ

    1.  ตาย
    2.  ลาออก
    3.  ขาดจากสมาชิกภาพ
    4.   ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกจากตำแหน่ง

ข้อ 17    กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการ ให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการเพื่อให้มีมติให้ออก

ข้อ 18     อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ

    1. มีอำนาจหน้าที่ออกระเบียบปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้
    2. มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม
    3. มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการได้ แต่กรรมการที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง
    4. มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ
    5. มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่นๆ ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้
    6.  มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตลอดจนมีอำนาจอื่นๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้
    7. มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงิน และทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม
    8. มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ตามที่สมาชิกสามัญ จำนวน 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมด ได้เข้าชื่อร้องขอให้มีการจัดประชุมใหญ่ขึ้น ซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ
    9. มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สิน และการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ
    10.  จัดทำบันทึกการประชุมต่างๆ ของสมาคม เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน และจัดส่งให้สมาชิกได้รับทราบ
    11.  มีหน้าที่อื่นๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้              

ข้อ  19   คณะกรรมการจะต้องประชุมกันอย่างน้อยเดือนละ    1    ครั้ง โดยให้จัดขึ้นภายในวันที่   9  ของทุกๆ เดือน ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคม

ข้อ 20  การประชุมคณะกรรมการ จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุมมติของที่ประชุมคณะกรรมการ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงมากเป็นเกณฑ์ แต้ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ 21  ในการประชุมคณะกรรมการ  ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้กรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเอง เพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น    


หมวดที่   4
การประชุมใหญ่

ข้อ  22   การประชุมใหญ่ของสมาคม  2  ชนิดคือ

    1. ประชุมใหญ่สามัญ
    2. ประชุมใหญ่วิสามัญ

ข้อ  23   คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีๆ ละ 1 ครั้ง   ภายในเดือน ธันวาคมของทุกๆ ปี

ข้อ  24   การประชุมใหญ่วิสามัญ อาจจะมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นควรจัดให้มีขึ้น หรือ เกิดขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกสามัญ ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมด ร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดให้มีขึ้น

ข้อ 25   การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่    ให้เลขาธิการเป็นผู้แจ้งกำหนดประชุมใหญ่     ให้สมาชิกได้ ทราบและการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวันเวลา และสถานที่ให้ชัดเจน โดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้ ณ สำนักงานของสมาคมหรือทางเว็บไซต์สมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนถึงกำหนดการประชุมใหญ่

ข้อ 26   การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้

    1. แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี
    2. แถลงบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกรับทราบ
    3. เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ เมื่อครบกำหนดวาระ
    4. เลือกตั้งผู้สอบบัญชี
    5. เรื่องอื่นๆ ถ้ามี

ข้อ 27  ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม แต่ถ้าเมื่อถึงกำหนดเวลาประชุมยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ให้คณะกรรมการของสมาคมเรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่งโดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน 14 วัน นับแต่วันนัดประชุมครั้งแรก สำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้ถ้ามีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใดก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม ยกเว้นถ้าเป็นประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการร้องขอของสมาชิกก็ไม่ต้องจัดประชุมใหญ่ให้ถือว่าการประชุมใหญ่เป็นอันยกเลิก

ข้อ  28   การลงมติต่างๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับไม่ได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ  29   ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคม และอุปนายกไม่มาร่วมประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่ง ให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น


หมวดที่  5
การเงินและทรัพย์สิน

ข้อ 30  การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ เงินสดของสมาคม ถ้ามีให้นำฝากไว้ในธนาคาร (ธนาคารใดธนาคารหนึ่งที่รัฐบาลให้การค้ำประกัน ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการ)

ข้อ  31   การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคม จะต้องมีลายมือชื่อของนายกสมาคม หรืออุปนายกคนใดคนหนี่ง ลงนามร่วมกับเหรัญญิกหรือเลขาธิการ พร้อมกับประทับตราของสมาคม จึงจะถือว่าใช้ได้

ข้อ 32   ให้นายกสมาคมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 250,000 บาท (สองแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่านั้น จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการและคณะกรรมการจะอนุมัติให้จ่ายเงินได้ครั้งละไม่เกิน 500,000 บาท (ห้าแสนบาทถ้วน)  ถ้าจำเป็นจะต้องจ่ายเกินกว่านี้ ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคม

ข้อ  33   ให้เหรัญญิกมีอำนาจรักษาเงินสดของสมาคมได้ไม่เกิน   20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน)  ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้ จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอำนวยให้

ข้อ  34   เหรัญญิก จะต้องทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุล ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการการรับหรือจ่ายเงินทุกครั้ง จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของนายกสมาคม หรือผู้ทำการแทนร่วมกับเหรัญญิกหรือผู้ทำการแทน พร้อมกับประทับตราของสมาคมทุกครั้ง

ข้อ  35    ผู้สอบบัญชี  จะต้องมิใช่กรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม    และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ ได้รับอนุญาต

ข้อ 36  ผู้สอบบัญชีมีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงิน และทรัพย์สินจากคณะกรรมการ และสามารถจะเชิญกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมมาเพื่อสอบถาม เกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมได้

ข้อ 37    คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ

หมวดที่  6
การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม

ข้อ 38   ข้อบังคับของสมาคมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น และองค์ประชุมใหญ่จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด มติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด

ข้อ 39   การเลิกสมาคมจะเลิกได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฏหมาย มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด และองค์ประชุมใหญ่จะต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด

ข้อ 40   เมื่อสมาคมต้องเลิก ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่ หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้วให้ตกเป็นของ  มูลนิธิสายใจไทย

หมวดที่ 7
บทเฉพาะกาล

ข้อ 41   ข้อบังคับฉบับนี้นั้น ให้เริ่มใช้บังคับได้นับตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป

ข้อ 42    เมื่อสมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ      ก็ให้ถือว่าผู้เริ่มการ
ทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญ และสมาชิกภาพของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น เริ่มตั้งแต่วันจดทะเบียนเป็นต้นไป



ThaiBME  
Untitled Document
Research Problems
Research Projects



Untitled Document

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหาวิทยาลัยบูรพามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีมหาวิทยาลัยมหิดลมหาวิทยาลัยขอนแก่น

NSTDANECTECADTECNANOTECBME CUIEEJ